ผู้ติดตาม

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567

05. ตัวชี้วัดทางสังคม[Social Indicators] : สิ่งที่ระบบการศึกษาต้องให้ความสำคัญ

 

ตัวชี้วัดทางสังคม[Social Indicators]

---------------------------
เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดทางสังคม เช่น สถิติอาชญากรรม(ฆ่า/ยิง/แทงกันตาย) การละเมิดสิทธิเด็ก/สิทธิความเป็นมนุษย์, สถิติการเกิดอุบัติเหตุ, สถิติการจับกุมยาบ้า, อาการเมายาบ้าแล้วอาละวาด, คดีคอรับชัน, การฆ่าตัวตายอันเนื่องมาจากค่าครองชีพ, สถิติการหลอกลวงทางไซเบอร์ น่าจะตัดสินได้ว่า ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงไหน ยังย่ำอยู่กับที่ หรือถอยหลัง
---------------------------

ระบบการศึกษา สถานศึกษาและครู จะต้องให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางสังคม

   เป็นที่น่าสังเกตว่า ระบบจัดการศึกษาของเรายังไม่ได้ตื่นเต้น ตื่นกลัว หรือให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดทางสังคมดังกล่าวข้างต้น  การที่ปรากฏตัวชี้วัดทางสังคมดังกล่าวข้างต้นเพิ่มมากขึ้น มันน่าจะเป็นตัวชี้วัดว่าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราล้มเหลว  

  • มันเป็นไปได้อย่างไรที่คนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา หรือปริญญาตรี ไปทำคลิปวิดีโอ แบบ "คอนเทต์ขยะ" ทำร้างร่างกายคนอื่น สร้างภาพสกปรก  ภาพลามก ภาพความรุนแรง เพื่อขายหาจำนวนผู้ชม สร้างรายได้
  • มันเป็นไปได้อย่างไร ที่คนจบ ประถมศึกษาปีที่หก-มัธยมศึกษาตอนต้น ไปขโมย ตัดสายไฟของรถไฟฟ้า บีทีเอส  ไปขาย   ถอดน๊อตเสาไฟฟ้าไปขยาย  ลักถอดมิเตอร์น้ำไปขาย ฯลฯ  เขาไม่ทราบถึงผลที่จะตามมาหรือ  เข้าไร้คุณธรรม ไร้คุณภาพขนาดนั้นหรือ  ...ระบบการศึกษาไม่ได้สอน หรือปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามหรืออย่างไร

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2567

04. สร้างค่านิยม "คนมีการศึกษา(Educated People) คืออย่างไร"

 



 

ผู้มีการศึกษา กับผู้เรียนสูง แตกต่างกันอย่างไร..ถ้าจบ ป.เอก แต่ไม่ดูแลสุขภาพ จนเป็นทุกโรค  รวมถึงไม่ซื่อสัตย์ เราจะถือว่าเขาเป็นผู้มีการศึกษา หรือ เป็นผู้เรียนสูง"

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567

03.หลักสูตรแกนกลาง: กำหนดกรอบนโยบายหรือทิศทางในการจัดการศึกษาก็น่าจะพอ

ที่ผ่านมา ประเทศเรา เน้นกำหนดโครงสร้างหลักสูตร หรือรายละเอียดหลักสูตรมากกว่า 70 % มาจากส่วนกลาง หน่วยงานปลายทาง หรือจังหวัด มีโอกาสกำหนดสาระหลักสูตร หรือประสบการณ์ของลูกหลานตนเองน้อยมาก ๆ.. และการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

02. กำหนดสมรรถนะเด็กไทย-เยาวชนไทย พร้อมหาฉันทามติจากคนในชาติ


การกำหนดสมรรถนะเด็กไทย:
ถึงเวลาที่ ศธ.จะต้องหามติมหาชนในเรื่อง สมรรถนะเด็กไทย หรือเยาวชนไทย  โดยเฉพาะในด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์  ที่ผ่านมา ศธ.อาจพยายามกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ในหลักสูตรแกนกลาง 2551 แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการหาฉันทามติของคนในชาติว่า โดยสรุป คนไทยควรมีคุณลักษณะที่สำคัญ ๆ อะไรบ้าง นายกรัฐมนตรีบางคน ก็ประกาศ คุณลักษณะคนไทย 12 ประการ พร้อมแต่งเพลง  หรือในคำขวัญวันเด็กก็เปลี่ยนไปทุกปี จนไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ประเทศนี้ต้องการให้เด็กไทย และเยาวชนไทย เป็นอย่างไร(ไม่มีฉันทามติ-Consensus)

    ในการกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ควรกำหนดเฉพาะตัวที่สำคัญ ๆ ที่เห็นตรงกันทั้งประเทศ เช่น กำนด 4 ตัว คือ "มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  เคารพสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ และรับผิดชอบ" แล้วค่อยขยายความ เช่น  ด้านความรับผิดชอบ  ระดับประถมศึกษา รับผิดชอบตนเองระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รับผิดชอบตนเอง+ รับผิดชอบครอบครัว งานบ้าน, รดับมัธยมศึกษาศึกษาตอนปลาย รับผิดชอบตนเอง+รับผิดชอบครอบครัว/พัฒนาครอบครัว+ รับผิดชอบชุมชนหรือสังคมที่อยู่อาศัย

    [ถ้าเราศึกษาเชิงวิเคราะห์ จะพบว่า บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เขาเน้นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สำคัญ 3 ตัว คือ "มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้ และ รับผิดชอบ"   เก่าหลี เน้น "มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ สู้งานหนัก"  สิงค์โปร เน้ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เป็นต้น]

    ในทางปฏิบัติ การกำหนดรายการคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อาจยกร่างด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์  ทั้งนี้ ในขั้นตอนสุดท้าย ควรทำการประชาพิจารณ์เพื่อให้ได้ข้อสรุปตรงกัน ก่อนที่จะประกาศเป็นรายการคุณลักษณะคนที่ที่คนในชาติเห็นตรงกัน ซึ่งจะทำให้มีพลังในการร่วมกันขับเคลื่อนหรือพัฒนาคุณลักษณะสำคัญๆ เหล่านั้น

     หลังจากได้รายการคุณลักษณะสำคัญที่เห็นตรงกันของคนในชาติแล้ว ต่อจากนั้น ก็ควรกำหนดบทบาทของครอบครัว  สถานศึกษา และชุมชน ในการส่งเสริมให้เกิดคุณลักษณะตามที่ชาติต้องการ  ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่หลักของโรงเรียนในการพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ เหล่านั้น ดังที่ปรากฏในอดีตที่ผ่านมา

01. เรื่องผลการสอบ PISA และทิศทางการพัฒนา 2568-2572





ข้อมูลการสอบ PISA ของประเทศไทย

https://pisathailand.ipst.ac.th/news-20/ : สำหรับในรอบการประเมินถัดไป คือ PISA 2025 จะเน้นการประเมินความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก และมีการประเมินเพิ่มเติมด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล (Learning in the Digital World)  โดยจะมีการจัดสอบรอบทดลองใช้เครื่องมือ (Field Trial) ในปี ค.ศ. 2024  และสอบรอบ Main Survey ในปี ค.ศ. 2025  สำหรับประเทศไทยการประเมิน PISA 2025 จะมีการจัดสอบรอบทดลองใช้เครื่องมือในเดือนสิงหาคม 2567 และจัดสอบรอบการวิจัยหลักในเดือนสิงหาคม 2568

-----------------------------------

วันที่ 30 ธ.ค.2567 นี้มีโอกาสนั่งหน้าจอ ในฐานะที่คลุกคลีกับวงการศึกษามาจนอายุ 70 ปี ขอใช้โอกาสนี้ วิเคราะห์ วิพากษ์ และเสนอแนะสำหรับ ศธ.ในเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษา ที่ส่วนหนึ่งบ่งชี้ได้จากคะแนนผลการสอบ PISA

ผลสอบ PISA: การวัดความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์และทักษะชีวิต ...ในปี 2567 ผมเห็นว่า นักวิชาการและ ศธ.ตกใจกับผลการสอบ PISA ที่ตกต่ำมาก และมีแนวโน้มต่ำลง (อาจเนื่องจากประเทศอื่น เขาดีขึ้น) ในประเด็นนี้ ผมคิดว่า "PISA" ของประเทศเราคงจะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่แก้ปัญหา หรือจุดอ่อนด้านการอ่าน ทักษะการอ่าน และนิสัยรักการอ่านของเด็กไทยหรือคนไทย" ผมเสนอดังนี้
1.1 ประกันคุณภาพด้านการอ่านและนิสัยรักการอ่าน จบ ป.1 ต้องอ่านออก หรืออ่านประโยคสั้น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว, จบ ป.2 อ่านบทความหรือพารากราฟสั้น ๆได้, จบ ป.3 อ่านบทความเชิงวิเคราะห์ ตีความ ขยายความได้, ป.4-6 และ ม.1-3 ต้องเป็นนักอ่านแบบสะสมไมล์ จบ ป. 6 ต้องอ่านไม่น้อยกว่า 6,000 หน้า จบ ม.3 ต้องมีบันทึกนักอ่านไม่น้อยกว่า 15,000 หน้า ผมรับรอง อีก 3 ปี เด็กเข้าไปเจอข้อสอบ 3 วิชา วิชาละ 10 หน้า เขาอ่านเชิงวิเคราะห์ได้สบายมาก( วิชาการอ่าน วิทยาศาสตร์ และ คณิตศาสตร์) คะแนนสอบ PISA สูงขึ้น อย่างแน่นอน
1.2 จัดการขั้นเด็ดขาด อย่างจริงจังกับ สถานศึกษาที่ปล่อยให้เด็กจบ ป.6 อ่านหนังสือไม่ออกหรือไม่คล่องเกิน 20 % ของเด็นที่สำเร็จการศึกษา (ปัจุบันอาจถึง 34 % ที่อ่านไม่ออกหรือไม่คล่อง) ผู้บริหารไม่ควรได้รับการสนับสนุนให้ก้าวหน้าในขั้นต่อไป(เชิน การย้าย หรือ ขั้นเงินเดือน หรือ วิทยฐานะ)
1.3 พัฒนาระบบตรวจสอบสมรรถนะด้านการอ่านของเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 6 ในกรณีที่พบเด็กอ่านไม่ออก ไม่คล่อง ผอ.สถานศึกษาจะต้องมีข้อมูลแผนการแก้ปัญหาอย่างเปนรูปธรรมว่า มีจำนวนเท่าไหร่ และได้ดำเนินการอย่างไร
1.4 ต้องไม่ให้ความสำคัญกับ ระบบการติวเพื่อสอบ PISA เพราะจะไม่เกิดผลอย่างยั่งยืน อาจสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นครั้งคราวเท่านั้น
1.5 ต้องสร้างค่านิยม ให้คูทุกคนรับทราบว่า "หมอทุกคน มีหน้าที่หลักคือ ช่วยผู้ป่วยให้ร่างกายดีขึ้น ถือเป็นงานประจำที่ต้องทำตลอดชีวิตการเป็นหมอ" ในส่วนของครู " ครูทุกคนต้องสอนให้เด็กอ่านออก คิดเลขได้ มีทักษะชีวิตตามวัย ถือเป็นงานประจำของครู ที่ต้องทำตลอดชีวิตของการทำหน้าที่ครูระดับประถมศึกษา" ที่เป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งของชีวิตมนุษย์


05. ตัวชี้วัดทางสังคม[Social Indicators] : สิ่งที่ระบบการศึกษาต้องให้ความสำคัญ

  ตัวชี้วัดทางสังคม[Social Indicators] --------------------------- เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดทางสังคม เช่น สถิติอาชญากรรม(ฆ่า/ยิง/แทงกันตาย) ...